นิยายอัพเดต       นิยายมาใหม่       Top View       Top Vote      
› นิยายเรื่อง ลิขิตรักคำสั่งวิวาห์ (NC18+ หวานๆ)    by สุภาวดี
ชื่อตอน ตอนที่ 7 เรื่องสกปรกของนางมารร้าย


สนใจสั่งซื้อนิยายเรื่องนี้ในแบบรูปเล่ม ติดต่อผู้แต่งโดยตรงได้ที่

E-mail : oilza24@hotmail.com

โทร/ไลน์ : 094-4942566

7 

เรื่องสกปรกของนางมารร้าย

 

            รถยนต์คันหรูของวิทยาแล่นผ่านประตูรั้วเข้ามาในบริเวณบ้านหลังขนาดกลางที่เป็นเรือนหอของเขาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาชายหนุ่มจอดรถเทียบหน้าบันไดทางขึ้นแล้วก้าวลงไปยืนเพื่อมองหาคนที่เขากำลังมารับ

            เมื่อเห็นว่าเธอยังไม่มาเขาจึงคิดจะเข้าไปนั่งรอข้างในบ้านแต่ยังไม่ทันขยับตัวรถสปอร์ตสีบลอนด์คันสวยก็วิ่งผ่านประตูรั้วเข้ามาด้วยความเร็วสูงและพุ่งตรงมาที่ท้ายรถของเขาอย่างแม่นยำหัวใจดวงแกร่งกระตุกวาบทันทีเมื่อคิดว่าสิ่งไม่คาดฝันกำลังจะเกิดขึ้นก่อนจะตามมาด้วยเสียงเบรกที่ดังสนั่นหวั่นไหวจนร่างหนาชาดิกนิ่งงันไปชั่วขณะสาวใช้ทั้งสองที่อยู่ภายในบ้านต่างพากันลนลานวิ่งออกมาดูด้วยความตื่นตะลึง

            “ว๊าย! ตายแล้วคุณหมอ คุณหนูอร มีใครเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”ชื่นร้องถามพลางยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจเมื่อเห็นรถของนายสาวจอดสนิทแทบจะชิดกับท้ายรถของชายหนุ่มเจ้าของบ้าน

            “คุณหนูบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ”คนเป็นพี่เลี้ยงรีบวิ่งเข้าไปที่รถของหญิงสาวแล้วเปิดประตูฝั่งข้างๆคนขับเพื่อดูความปลอดภัยของเธอก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อคนที่กำลังเป็นห่วงส่งยิ้มหวานมาให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “คุณหมอเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”ชื่นปิดประตูลงอย่างเบามือแล้วหันไปถามหมอหนุ่มที่ยังยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ข้างๆรถของเขา

            “ผมไม่เป็นไร แค่ตกใจนิดหน่อยน่ะพี่ชื่นเข้าไปเอาของฝากมาไว้ในรถผมเลยก็แล้วกันเดี๋ยวผมขอจัดการคุณหนูของพี่ชื่นก่อน” วิทยาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับสาวใช้พร้อมกับเอ่ยคาดโทษเจ้าของรถที่จอดสนิทติดท้ายรถของเขาจนน่าใจหาย

            ชายหนุ่มย่างสามขุมเข้าไปเอื้อมมือกระชากประตูฝั่งที่หญิงสาวนั่งอยู่ให้เปิดออกพร้อมกับส่งเสียงตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด

            “ไง... ยัยตัวแสบจะมีเรื่องให้ได้ใช่ไหม”

            “ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”อรณิชาทำท่าเมินเฉยก่อนจะก้าวลงจากรถที่ชายหนุ่มอารมณ์ร้อนมาเปิดประตูให้เธอด้วยตัวเอง

            “แล้วถ้าคุณเบรกไม่ทันล่ะ”หมอหนุ่มตะโกนใส่หญิงสาวอย่างจริงจังหวังจะสั่งสอนและเตือนสติในการขับรถของเธอ หากมันพลาดแล้วเธอเบรกไม่ทันขึ้นมาจะเป็นยังไงรถเขาน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่ร่างบอบบางของเธอจะทนกับแรงกระแทกได้แค่ไหนกัน วิทยานึกต่อว่าหญิงสาวอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง

            “ฉันเบรกทันหรอกน่า...ทำเป็นคนแก่ตื่นตูมไปได้” หญิงสาวบอกปัด หางเสียงติดจะรำคาญนิดๆเหมือนไม่สะทกสะท้านกับเรื่องที่เกิดขึ้น

            “แสดงว่าคุณตั้งใจใช่ไหม”ดวงตาคมเข้มตวัดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างดุดัน

            “เปล๊า... ฉันรีบไปหน่อยน่ะกลัวคุณจะรอนาน” อรณิชาขึ้นเสียงสูงเป็นการยียวนชายหนุ่มให้ยิ่งโมโหมากขึ้น เชอะ อยากบังคับให้เธอไปด้วยดีนัก เอาให้ตกใจตายไปเลย สมน้ำหน้า

            “ฮึ้ย!...”วิทยาพุ่งตัวเข้าไปหมายจะกระชากร่างบางของเธอมาเขย่าให้หายแค้นใจแต่ก็ต้องชะงักเพราะสาวใช้ที่เขาสั่งให้เข้าไปเอาของฝากมาใส่รถกำลังเดินออกมาพอดี

            “รีบไม่ใช่หรือไง งั้นก็เร็วๆ เข้าสิยืนเป็นหมีกินผึ้งอยู่ได้”อรณิชาว่าพลางรีบวิ่งไปที่รถของเขาแล้วเปิดประตูฝั่งข้างๆคนขับก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ด้วยความรวดเร็ว

            “คุณหนู...ไม่เล่นแบบนี้อีกแล้วนะคะพี่ชื่นตกใจแทบแย่ ดูสิ เกิดเบรกไม่ทันขึ้นมา เฮ้อ...พี่ชื่นล่ะ ไม่อยากจะคิดเลย”ชื่นวางกระเช้าผลไม้ที่เป็นของฝากจากบ้านเรือนไทยลงที่เบาะข้างหลังแล้วหันมาต่อว่าเจ้านายสาวด้วยความเป็นห่วง

            “น่า... อรขอโทษค่ะเห็นไหมอรไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” คนก่อเรื่องยังคงยิ้มระรื่นก่อนจะได้รับสายตาดุๆ กลับมาพร้อมกับประตูรถที่ถูกปิดลงอย่างเบามือของพี่เลี้ยงสาว

            วิทยาเดินมาขึ้นรถฝั่งของตัวเองด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นไม่จางหายยิ่งเหลือบตาไปมองหญิงสาวข้างกายด้วยแล้วอารมณ์โกรธก็ยิ่งทวีความพลุ่งพล่านขึ้นมาเป็นเท่าตัวฝากไว้ก่อนเถอะยัยตัวแสบ ฉันเอาคืนเธอแน่หมอหนุ่มคาดโทษหญิงสาวในใจพร้อมกับคิดหาวิธีที่จะเอาคืนเธอให้สาสมกับความเจ็บแสบครั้งนี้

            ระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกไปหมอหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองกระจกแล้วผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นรถของเธอในกระจกมองหลังฮึฮึ คราวนี้แหละ เธอเสร็จฉันแน่ อรณิชาชายหนุ่มเก็บความคิดนั้นไว้แล้วหันไปสนใจกับถนนเบื้องหน้าด้วยอารมณ์ที่เริ่มเย็นลงจนเป็นปกติ

 

            “นี่คุณ!ทำไมรถคุณมันถึงสกปรกแบบนี้เนี่ย”เสียงของหญิงสาวที่นั่งเงียบมาตลอดทางเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิดพร้อมกับก้มลงมองเศษขยะที่เธอเหยียบไว้โดยไม่ตั้งใจ เมื่อกี้เธอรีบก้าวขึ้นมานั่งเลยไม่ทันสังเกตให้ดีก่อน

            “ก็แค่เศษกระดาษทิชชู่”เจ้าของรถหันไปมองที่พักเท้าของหญิงสาวเล็กน้อยก่อนจะทำเป็นไม่สนใจก็เพราะมัวแต่ทะเลาะกับเธอนั่นแหละเขาถึงลืมเก็บลงไปทิ้ง

            “แล้วมันสกปรกไหมล่ะ”อรณิชาแหวใส่เสียงเขียว

            “ไม่ใช่ของสกปรกนักหนาหรอกน่า...อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ ป่านนี้คงแห้งแล้วมั้ง คุณก็หยิบๆ ไปทิ้งข้างหลังก่อนสิถ้าไม่อยากจะนั่งเหยียบมันไว้แบบนั้น” วิทยาบอกพลางนึกถึงที่มาที่ไปของเศษกระดาษทิชชู่ซึ่งเขารู้ดีว่ามันคือโยเกิร์ตที่พยาบาลสาวทำหกเปรอะเปื้อนโดยไม่ตั้งใจเมื่อกี้นี้

            เมื่อได้ยินชายหนุ่มเจ้าของรถบอกอรณิชาคิดว่าอุบัติเหตุนิดหน่อยที่ว่านั่นคงเป็นกาแฟหรือน้ำที่ชายหนุ่มถือขึ้นมาดื่มแล้วอาจจะหกเลอะเทอะเขาเลยใช้กระดาษทิชชู่เช็ดดังนั้น หญิงสาวจึงไม่ได้คิดอะไรมากก่อนจะยื่นมือลงไปแล้วใช้สองนิ้วคีบหยิบขยะเพื่อนำไปทิ้งไว้ข้างหลังอย่างที่เขาบอกเพราะเธอก็ไม่อยากเหยียบมันไว้แบบนี้

            ทันทีที่นิ้วเรียวสัมผัสกับเศษกระดาษทิชชู่ที่ยังมีความชื้นอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับยุ่ยจนหยิบไม่ติดหญิงสาวรู้สึกว่าสิ่งที่หยิบขึ้นมาด้วยนั้นไม่ได้มีเพียงแค่กระดาษทิชชู่เธอจึงยกขึ้นดูและเมื่อเห็นชัดๆ ว่ามันคืออะไร มือบางก็ดีดสะบัดสิ่งนั้นไปที่ชายหนุ่มทันที

            “กรี๊ดดดดดด!...”  

            เสียงกรีดร้องพร้อมกับเศษขยะและซองลูมิเนียมอยด์ขนาดกะทัดรัดหล่นตุ๊บลงมาที่ตักของชายหนุ่มจนเขาตกใจรีบหักรถจอดเข้าข้างทางแทบไม่ทัน

            “เห้ย! เป็นบ้าอะไรของคุณเนี่ยอยากตายหรือไง” วิทยาหันมาตะคอกใส่หญิงสาวทันทีที่จอดรถเรียบร้อยแล้ว

            “ก็แล้วอะไรของคุณล่ะ ยี๋! สกปรก ทุเรศ ลามก...”หญิงสาวด่าทอชายหนุ่มพลางเหยียดนิ้วกางออกอย่างขยะแขยงเมื่อคิดว่าเศษกระดาษทิชชู่ที่เธอหยิบขึ้นมาเป็นสิ่งสกปรกที่เกี่ยวข้องกับซองฟอยด์เล็กๆที่ติดขึ้นมาด้วย

            หมอหนุ่มก้มมองเศษขยะที่อยู่บนตักก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แต่ยังคงรักษาท่าทีและมีสติอยู่ครบ มือหนาจึงรีบคว้าซองถุงยางอนามัยขึ้นมาแล้วยัดลงไปในกระเป๋าเสื้อด้วยอาการฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียดจนคนข้างๆ ต้องหันไปมองอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก

            แวบหนึ่งในความรู้สึกหมอหนุ่มนึกข้องใจว่าพยาบาลสาวที่นั่งตรงนั้นก่อนหน้านี้ไม่พบเห็นบ้างหรือไงถ้าจะให้คิดว่ามันเป็นของเธอก็เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ เพราะของแบบนี้ยังไงก็ต้องเป็นของผู้ชายและโดยเฉพาะกับเพื่อนรักของเขาที่ทั้งเจ้าชู้และขึ้นชื่อเรื่องผู้หญิงมันทำให้เขาไม่สามารถคิดเป็นอื่นไปได้เลยนอกจากของสิ่งนี้จะต้องเป็นของก้องเกียรติอย่างแน่นอน

            “ระยำ!”ชายหนุ่มสบถออกมาพร้อมทั้งกระแทกแขนข้างขวาไปกับประตูรถเพื่อระบายความกรุ่นโกรธ ก่อนจะหักพวงมาลัยรถแล้วขับออกไปจากตรงนี้เพื่อให้ถึงที่หมายโดยเร็วที่สุดเขาจะได้ให้คนงานที่บ้านคุณแม่ช่วยกันล้างเช็ดทำความสะอาดให้หมดจด ไอ้เพื่อนเวรมันทำแบบนั้นบนรถของเขาจริงๆ หรือเนี่ย ฮึ่ย! อยากจะฆ่ามันนักวิทยาก่นด่าเพื่อนรักที่ยืมรถเขาไปเมื่อตอนเที่ยงพร้อมกับคำพูดที่ชวนให้คิดลึกซึ่งเขาก็ไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะทำอย่างที่พูดจริงๆ จนได้มาเจอหลักฐานนี่แหละเขาถึงโกรธจัดขนาดนี้

            อรณิชามองหน้าหมอหนุ่มอย่างนึกรังเกียจเธอมั่นใจว่าได้ยินเขาสบถคำหยาบออกมาแถมยังมีอาการกระฟัดกระเฟียดเหมือนคนกำลังโมโหอีกด้วยแสดงว่าเขาต้องไม่พอใจที่ถูกเธอจับได้ว่าเขาทำเรื่องน่าบัดสีแบบนั้นในรถแน่ๆแวบหนึ่งเธอไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเธอรู้สึกผิดหวังในตัวเขาและไม่คิดว่าเขาจะเป็นผู้ชายมักมากแบบนี้

            “เป็นอะไร” ชายหนุ่มหันมาถามเมื่อเห็นหญิงสาวข้างกายทำท่าเหมือนรังเกียจเขาเสียนักหนา

            “กะ กระดาษทิชชู่นั่น...”อรณิชาอึกอักพลางชี้มือไปที่เศษกระดาษทิชชู่ซึ่งยังอยู่บนตักของเขาด้วยสีหน้าพะอืดพะอม

            “คุณไม่รู้จริงๆ เหรอว่ามันคืออะไรดมดูหรือยัง” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดติดจะรำคาญนิดๆ  

            “ว๊าย!ตาหมอบ้าลามกจะให้ฉันดมของสกปรกแบบนั้นได้ยังไงห๊า” หญิงสาวสวนกลับทันควันอย่างไม่ต้องคิดนาน

            หมอหนุ่มส่ายหน้าอย่างนึกระอาในความไม่ประสีประสาของเธอเพราะถ้าเธอลองดมก็จะรู้ว่ามันเป็นกลิ่นนมชัดๆ

            “มันคือนมเปรี้ยว! โยเกริ์ตน่ะคุณ รู้จักไหม” วิทยากระแทกเสียงพร้อมกับหยิบเศษกระดาษทิชชู่นั้นขึ้นมาแล้วยื่นให้หญิงสาวดู

            “เอ่อ... อือ... ก็รู้! แต่ฉันไม่คิดว่าคนอย่างคุณจะกินโยเกริ์ต” อรณิชาตะกุกตะกักบอกอย่างไม่เต็มเสียงนักพร้อมทั้งขยับตัวเบียดร่างบางแนบไปกับประตูรถเหมือนไม่ไว้ใจ

            “ไม่ใช่ผมหรอก... พยาบาลผู้ช่วยน่ะเมื่อเย็นเธอขอติดรถไปลงที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตพอดีเธอถือถ้วยโยเกิร์ตขึ้นมาด้วยแล้วก็ทำมันหกโดยไม่ได้ตั้งใจ”หมอหนุ่มพูดเสียงเรียบก่อนจะโยนขยะในมือทิ้งไปข้างหลังอย่างไม่ใส่ใจ

            “ชิ!ใครจะเชื่อว่าแค่นั่งรถมาเฉยๆ” คนฟังเบ้ปากบ่นงึมงำออกมาเบาๆแต่ชายหนุ่มข้างกายก็ได้ยินชัดเจน

            “ไม่เข้าใจอะไรเดี๋ยวไว้ไปคุยกันที่บ้านตอนนี้ทำหน้าที่ลูกที่ดีก่อน”วิทยาหันมาบอกหญิงสาวขณะเลี้ยวรถผ่านประตูอัลลอยเข้ามาในบริเวณบ้านหลังใหญ่ที่แสนอบอุ่นของเขา

            “ปะ... ลงไปกันได้แล้วทุกคนรอเราอยู่”ชายหนุ่มย้ำอีกครั้งเมื่อเขาจอดรถสนิทแล้วแต่หญิงสาวที่พามาด้วยยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมขยับตัวลงไปสักที

            อรณิชานั่งมองมือตัวเองเงียบๆเหมือนกำลังรวบรวมกำลังใจนี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้พบปะพูดคุยกับคุณนายกมลวรรณในฐานะแม่สามีไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงพยาบาลที่พ่อของเธอเป็นผู้อำนวยการอยู่ดังนั้น เธอจึงรู้สึกตื่นเต้นและขาดความมั่นใจไปชั่วขณะ

            หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าจนสุดจากนั้นก็เปิดประตูรถเตรียมจะก้าวเท้าลงไปแต่ยังไม่ทันจะแตะถึงพื้นเสียงของชายหนุ่มเจ้าของรถก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาอีก

            “อ่อ... แล้วผมขอเตือนไว้ก่อนเลยนะอย่าเอาเรื่องเมื่อกี้นี้ไปทำให้คุณแม่ท่านไม่สบายใจเป็นเด็ดขาดไม่งั้นผมฆ่าคุณแน่ อรณิชา” พูดจบเขาก็เปิดประตูแล้วก้าวลงไปทันทีชายหนุ่มเดินลิ่วออกไปทางบ้านพักคนงานเพื่อสั่งให้เอารถของเขาไปล้างทำความสะอาด

            อรณิชาสะบัดหน้าพรืดแล้วลงมายืนที่หน้าบันไดหินอ่อนอย่างนึกโมโหนับเป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาขู่จะฆ่าเธอ ครั้งแรกก็ที่โรงแรมในคืนวันแต่งงานนี่เขาจะขู่เธอไปถึงไหนกัน คำก็จะฆ่าสองคำก็จะฆ่าชิ! ฉันไม่กลัวนายหรอก อีตาหมอลามก หญิงสาวต่อว่าชายหนุ่มในใจพร้อมกับหันไปแลบลิ้นให้เขาอย่างล้อเลียนซึ่งแน่นอนว่าหมอหนุ่มไม่มีวันได้เห็นกิริยาอันน่าหยิกของเธอเพราะเขากำลังเดินมุ่งหน้าไปทางหลังบ้าน

            “อ้าว หนูอร”คุณนายกมลวรรณเอ่ยทักเมื่อเห็นลูกสะใภ้ยืนเก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงบันได

            “สวัสดีค่ะคุณป้า... เอ้ย... คุณแม่”อรณิชาหันมายกมือไหว้ผู้ใหญ่อย่างนอบน้อม อดไม่ได้ที่จะเรียกท่านในแบบที่ถนัดก่อนจะรีบแก้คำให้เหมาะสมเมื่อเจอกับสายตาดุๆ ของท่าน

            “สวัสดีลูก อย่างนี้ต้องมาหาแม่บ่อยๆแล้ว จะได้เรียกแม่ให้ชิน” คำพูดยอกเย้าเล็กๆ น้อยๆ ของแม่สามีทำให้คนเป็นลูกสะใภ้ลดอาการเกร็งและคลายความกังวลลงไปได้มากทีเดียว

            “ค่ะ” อรณิชารับคำเบาๆพลางส่งยิ้มหวานให้ท่านอย่างเปิดเผย

            “แล้วพี่วิทล่ะลูก”คุณนายกมลวรรณถามเมื่อยังไม่เห็นแม้แต่เงาของบุตรชาย

            “สวัสดีครับคุณแม่”วิทยายกมือไหว้มารดาขณะเดินแกมวิ่งเข้ามาใกล้ๆ โดยที่อรณิชายังไม่ทันจะตอบอะไร

            “อ้าววิท ไปตามคนงานมาทำไมกันลูก”คนเป็นแม่เอ่ยถามเมื่อเห็นคนงานสองสามคนรวมถึงคนขับรถของนางที่เดินตามบุตรชายออกมาด้วย

            “ให้มาช่วยกันยกผลไม้เข้าไปในบ้านน่ะครับคุณแม่แล้วก็ล้างรถให้ผมด้วย”ชายหนุ่มตอบมารดาก่อนจะเข้าไปแตะแขนของคนตัวเล็กให้เดินขึ้นบันไดมาด้วยกัน

            “คุณแม่ท่านฝากผลไม้กับขนมมาให้ค่ะ”อรณิชาบอกแม่สามีด้วยน้ำเสียงหวานไพเราะเมื่อก้าวเท้ามายืนตรงหน้าคุณนายกมลวรรณแล้ว

            “จ้ะ... ขอบใจนะลูกแล้วก็ฝากขอบคุณคุณแม่ของหนูด้วย” คุณนายกมลวรรณยิ้มตอบด้วยความชอบใจ คนนี้แหละใช่เลย นางเลือกลูกสะใภ้ไม่ผิดจริงๆ สวยหวานน่ารัก

            “งั้นเราเข้าบ้านกันดีกว่าทุกคนรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว”ว่าจบประมุขใหญ่ก็เดินนำสองหนุ่มสาวเข้าไปในบ้านแล้วตรงดิ่งไปที่ห้องอาหารทันที

            ท่าทางอ่อนหวานจนผิดปกติของหญิงสาวข้างกายทำให้วิทยาต้องหันไปมองด้วยความแปลกใจว่าใช่ยัยตัวแสบจอมดื้อรั้นของเขาหรือเปล่าและทันทีที่เขาสบตาเธอรอยยิ้มหวานก็หุบฉับเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงในทันทีพร้อมกับแลบลิ้นออกมานิดๆแล้วหยีตาให้เขาข้างนึงจนน่าหยิกนั่นแหละเขาจึงมั่นใจได้ว่าเธอคือยัยตัวแสบของเขาจริงๆ ฮึ่ย! ทำท่าได้น่าฟาดมาก หมอหนุ่มเข่นเขี้ยวในใจพลางนึกอยากจะจับหญิงสาวมาฟาดก้นเสียให้เข็ดโทษฐานที่ยียวนกวนประสาทเขาดีนัก

 

            บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของครอบครัวใหญ่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นคุณนายกมลวรรณมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจทั้งลูกชายลูกสาวลูกเขยลูกสะใภ้และหลานสาวตัวน้อยกำลังนั่งรับประทานอาหารค่ำด้วยกันอย่างมีความสุข แม้จะเป็นการพูดคุยกันครั้งแรกแต่ทุกคนก็ดูสนิทสนมกลมเกลียวกันได้รวดเร็วจนนางอดปลื้มใจไม่ได้

            เมื่อรับประทานอาหารค่ำเรียบร้อยแล้วทั้งหมดจึงมารวมตัวกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นเพื่อพักผ่อนและพูดคุยกันอย่างครื้นเครงโดยส่วนใหญ่เสียงหัวเราะจะมีสาเหตุมาจากหนูน้อยทิชาที่กำลังหัดพูดและเริ่มพูดตามคำได้สองสามประโยคสั้นๆซึ่งก็เรียกรอยยิ้มและความรักความเอ็นดูจากคุณป้ามือใหม่ที่เริ่มหลงใหลหลานสาวจนแทบไม่อยากขยับไปไหนเลย

            “ท่าทางคุณอรจะรักเด็กนะคะอย่างนี้ต้องรีบมีน้องแล้วค่ะ ทิชาจะได้มีเพื่อนเล่น” พิชามลแซวพี่สะใภ้ยิ้มๆทำให้ทุกคนในห้องต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียวเพื่อรอฟังคำตอบ

            “เอ่อ...อรยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลยค่ะ คือ... อะไรๆ ยังไม่พร้อมน่ะค่ะ”อรณิชาอึกอักเล็กน้อยแล้วตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้ในใจอยากจะบอกเหลือเกินว่า ไม่เคยคิดอยากจะมีลูกกับเขาเลยด้วยซ้ำก่อนจะเหลือบตาไปมองชายหนุ่มที่เป็นสามีในนามก็เห็นเขาทำเมินไม่สนใจกับคำพูดของเธอสักนิดซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกน้อยใจขึ้นมาอย่างประหลาด

            “เดี๋ยวผมขอตัวออกไปโทรศัพท์สักครู่นะครับ”จู่ๆ วิทยาก็ลุกขึ้นเอ่ยขอตัวแล้วเดินออกไปเงียบๆ ท่ามกลางสายตาที่งุนงงของทุกคนไม่ใช่ว่าเขาจะไม่สนใจกับคำตอบของเธอแต่เพราะถ้าเขายังนั่งอยู่ตรงนี้รับรองได้เลยว่าทินกรน้องเขยของเขาคงไม่ปล่อยให้เขานั่งปั้นหน้านิ่งๆแบบนี้ได้หรอก ฝ่ายนั้นต้องหาเรื่องมาหยอดให้เขาได้อายอีกเป็นแน่ที่สำคัญเขาจำเป็นต้องโทรศัพท์ไปจัดการเรื่องบางอย่างให้เรียบร้อยก่อนที่เขากับยัยตัวแสบจะกลับถึงบ้านด้วย 

            “อ้าว... พี่วิทเป็นอะไรเนี่ย”พิชามลพูดขึ้นมาลอยๆ รู้สึกมึนงงเล็กน้อยกับท่าทีของพี่ชายที่จู่ๆ ก็ขอตัวลุกออกไป

            “สงสัยคงอายก็น้องมลเล่นถามอะไรแบบนั้นน่ะ” ทินกรตอบภรรยาด้วยรอยยิ้มอย่างคนรู้ทัน

            “เห้ย... คนที่ควรจะอายน่ะคุณอรไม่ใช่เหรอ”คำพูดกลั้วหัวเราะของน้องสามีทำให้อรณิชาหันมายิ้มจืดเจือนด้วยไม่รู้จะวางตัวอย่างไรใช่ว่าเธอไม่อายเมื่อไรกันแต่เพราะไม่อยากเสียมารยาทมากกว่าจึงยังนั่งยิ้มอยู่ตรงนี้

            “แม่ว่าพี่วิทเขากลัวตากรจะแซวจนเสียหลักมากกว่าน่ะสิถึงได้รีบเผ่นออกไปน่ะ” สิ้นคำพูดของคุณนายกมลวรรณทั้งหมดก็หัวเราะออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันเพราะต่างก็รู้ดีว่าฝ่ายน้องเขยอารมณ์ดีคนนี้แซวพี่เมียจนอายม้วนมาแล้วเมื่อวาน

            “อ๋อ จริงด้วยค่ะ พี่กรน่ะชอบไปแซวพี่วิทจนอายไม่อยากจะคุยด้วยแล้วเห็นไหม”พิชามลว่าพลางส่งค้อนให้สามีเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเห็นพี่สะใภ้ที่ยังทำหน้างงๆ  อยู่เธอจึงอาสาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้ฟังและก็ได้รับรอยยิ้มขบขันกลับมาเพราะเรื่องที่ทำให้หมอหนุ่มต้องอับอายนั้นต้นเหตุมันเกิดมาจากเธอล้วนๆ นั่นเอง

            “นิดๆ หน่อยๆ น่า... เนอะคุณอร”ทินกรแก้ตัวยิ้มๆ เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายได้ฟังเรื่องราวของสามีตัวเองแล้ว

            “ค่ะ”อรณิชารับคำพร้อมกับส่งยิ้มให้ทุกคนด้วยความรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูกแม้จะอยู่ด้วยกันแบบครอบครัวใหญ่แต่ทุกคนกลับให้ความเป็นกันเองเหมือนพี่น้องแท้ๆจนเธอไม่รู้สึกเกร็ง แถมยังอุ่นใจเหมือนกับเป็นบ้านของตัวเองอีกด้วย

            หญิงสาวอดจะนึกชื่นชมชายหนุ่มตรงหน้าที่มีศักดิ์เป็นเขยของบ้านนี้ไม่ได้เพราะเขาช่างคุยเก่งอารมณ์ดีอัธยาศัยก็เยี่ยมและดูอบอุ่นไปพร้อมกันด้วยใครได้อยู่ใกล้รับรองว่าได้ยิ้มไม่หุบเป็นแน่ไม่เหมือนชายหนุ่มที่เธอแต่งงานด้วยเพราะเขาทั้งเย็นชา ลามก ปากจัด ขี้หงุดหงิดเอาแต่ใจและก็ชอบขู่เธอด้วย

            “ฮัดเช้ย!...”วิทยาเดินกลับเข้ามาในบ้านพร้อมกับจามออกมาฟืดใหญ่

            “เป็นอะไรตาวิทออกไปโทรศัพท์แค่นี้ถึงกับเป็นหวัดเลยเหรอลูก”คุณนายกมลวรรณร้องทักบุตรชายอย่างไม่จริงจังนัก

            “เปล่าครับสงสัยมีคนกำลังแอบด่าผมอยู่” หมอหนุ่มตอบทีเล่นทีจริงพลางหันไปมองยัยตัวแสบที่ชอบด่าเขาอยู่ในใจเป็นประจำแล้วก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นเมื่อเห็นเธอสะบัดหน้าพรืดใส่เขาเหมือนไม่พอใจที่เขารู้ทัน

            “ฮื้อ...ลูกก็พูดไป” คนเป็นแม่บอกปัดยิ้มๆแต่ฝ่ายลูกสาวคนเล็กกับลูกเขยต่างสบตากันอย่างรู้ความหมาย

            “ผมล้อเล่นน่ะครับคุณแม่...งั้นผมขอตัวกลับเลยแล้วกันนะครับ”วิทยาเห็นท่าทางของน้องสาวกับน้องเขยแล้วเกิดไม่ไว้ใจขึ้นมาจึงรีบเอ่ยขอตัวกลับเพราะกลัวสองคนนั้นจะพูดแซวอะไรให้เขาได้อายอีก

            “จ้ะแล้วมาหาแม่บ่อยๆ นะลูก... หนูอร ไม่ต้องรอพี่วิทเขาก็ได้หนูอยากมาเมื่อไรก็มาได้เลย บ้านนี้ยินดีต้อนรับหนูเสมอ” คุณนายกมลวรรณบอกลูกสะใภ้ก่อนที่ทุกคนจะลุกขึ้นเพื่อเดินไปส่งสองหนุ่มสาวที่รถ

            “ขอบคุณค่ะคุณแม่ไว้อรจะมาหาบ่อยๆ นะคะ” อรณิชายกมือไหว้ขอบคุณแม่สามี แล้วเข้าไปหอมแก้มยุ้ยๆของหลานสาวตัวน้อยทั้งสองข้างอย่างมันเขี้ยว เช่นเดียวกับวิทยาที่เดินเข้าไปอุ้มหนูน้อยขึ้นมาไว้ในวงแขนแล้วหอมแก้มลงไปฟอดใหญ่ก่อนจะพาเดินออกไปด้วย

            “แล้วพบกันค่ะคุณอร”พิชามลบอกกล่าวพี่สะใภ้เมื่อเดินมาถึงที่รถแล้ว

            “ค่ะ”อรณิชารับคำพร้อมทั้งส่งรอยยิ้มหวานละมุนให้กับทุกคน

            “พี่ไปก่อนนะยัยมล คุณกร ทิชา...ลุงไปก่อนนะครับ เดี๋ยวลุงมาเล่นด้วยใหม่นะ”หมอหนุ่มส่งตัวหลานรักที่อุ้มไว้ในวงแขนคืนให้น้องสาวพร้อมกับเอ่ยล่ำลาทุกคน

            “ผมไปนะครับคุณแม่ สวัสดีครับ”วิทยาหันไปยกมือไหว้มารดาที่ยืนยิ้มอยู่ใกล้ๆก่อนจะเดินไปเปิดประตูรถให้คนเป็นภรรยาก้าวขึ้นไปนั่ง ส่วนเขาก็อ้อมไปอีกฝั่งแล้วขึ้นไปประจำที่ของตัวเองจากนั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนรถขับออกไปด้วยรอยยิ้มเต็มวงหน้าอย่างมีความสุขและอิ่มเอมใจซึ่งก็ไม่ต่างจากหญิงสาวที่หันไปมองกระจกข้างรถแล้วยิ้มตามเมื่อเห็นทุกคนกำลังโบกมือให้

 

            เมื่อรถคันหรูของวิทยาเคลื่อนตัวพ้นจากประตูบ้านหลังใหญ่แล้วสองหนุ่มสาวก็ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาสักคำทั้งรถจึงมีแต่ความเงียบจนน่าอึดอัดสุดท้ายคนที่ทนไม่ได้ก็คือชายหนุ่มเจ้าของรถ ดังนั้นเขาจึงคิดหาคำพูดเพื่อชวนหญิงสาวคุยหรือจะเรียกว่าเป็นการปรับความเข้าใจกันมากกว่าเพราะเขาเองก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อรู้ว่าหญิงสาวข้างกายกำลังเข้าใจเขาผิด

            “เมื่อตอนเที่ยงเพื่อนผมมายืมรถไปใช้”จู่ๆ เสียงเข้มก็โพร่งขึ้นมาท่ามกลางความเงียบส่งผลให้คนที่กำลังสนใจกับวิวทิวทัศน์ข้างนอกรถต้องหันมามองต้นเสียงด้วยความแปลกใจ

            “แล้วคุณมาบอกฉันทำไม”อรณิชาบอกชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงกระด้างเล็กน้อยก่อนจะหันหลังกลับไปมองถนนข้างทางดังเดิม

            “ผมคิดว่าคุณกำลังเข้าใจผมผิด”ชายหนุ่มยังคงพูดต่อ

            “เรื่องอะไรคะ”คราวนี้คนที่กำลังสนใจกับทิวทัศน์ข้างทางหันตัวกลับมาในรถเพื่อมองหน้าเขาให้ชัดๆ

            “ก็ไอ้นี่ไง”หมอหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบถุงยางอนามัยที่ยัดเอาไว้ขึ้นมาให้เธอดูก่อนจะยัดกลับลงไปที่เดิมเมื่อเธอเห็นสิ่งที่เขากำลังพูดถึงแล้ว

            “ฉันไม่ได้เข้าใจอะไรผิดทั้งนั้นแหละค่ะเพราะฉันไม่ได้สนใจว่าคุณจะทำอะไรกับใคร! ที่ไหน! โดยเฉพาะไอ้เรื่องสกปรกๆ แบบนั้น ฉันยิ่งไม่เคยสนใจเลยด้วยซ้ำ” อรณิชากระแทกเสียงเน้นคำว่าที่ไหนเพื่อเป็นการตอกย้ำการกระทำของชายหนุ่มที่เธอเข้าใจว่าเขาใช้รถเป็นสังเวียนสนองความใคร่

            “คำก็สกปรกสองคำก็สกปรก ฮึ...ทำอย่างกับไม่เคย” หมอหนุ่มเหยียดปากอย่างเย้ยหยัน

            “นี่คุณ!... ถึงฉันจะเคยมันก็เป็นเรื่องของฉัน ยังไงฉันก็รู้จักกาลเทศะว่าที่ไหนควรหรือไม่ควรไม่ใช่ไม่เลือกที่แบบคุณ”หญิงสาวตวัดเสียงเขียวตั้งใจต่อว่าชายหนุ่มที่กล้าทำเรื่องน่าบัดสีแบบนั้นในรถ

            “ผมก็บอกแล้วว่าคุณกำลังเข้าใจผิด”คนทำหน้าที่ขับรถบอกหญิงสาวอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

            “ฉันก็บอกแล้วว่าฉันไม่สนใจไอ้เรื่องสกปรกๆของคุณ” อรณิชาตอบกลับแทบจะทันควันใบหน้าหวานสะบัดพรืดหันออกไปข้างนอกรถทันทีอย่างดื้อรั้น

            เมื่อรู้สึกว่าหญิงสาวข้างกายกำลังยียวนเขาชายหนุ่มจึงไม่คิดจะพูดอะไรออกมาอีกได้แต่เก็บความกรุ่นโกรธเอาไว้ในใจแล้วรอให้ถึงบ้านเพื่อจะจัดการกับเธอด้วยเรื่องสกปรกๆที่เธอชอบว่าใส่เขานักหนา

           

            ไม่นานชายหนุ่มก็พาหญิงสาวกลับมาถึงบ้านที่เป็นเรือนหอของเขาและเธอทันทีที่รถจอดสนิทหญิงสาวก็รีบเปิดประตูแล้วก้าวลงไปด้วยความรวดเร็วก่อนจะนึกแปลกใจเมื่อไม่เห็นรถของตัวเองหญิงสาวเหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าไม่มีแน่ๆ จึงรีบวิ่งเข้าไปในบ้านเพื่อถามกับพี่เลี้ยงของเธอแต่ยังไม่ทันจะก้าวขามือใหญ่ก็คว้าหมับที่ข้อมือของเธอแล้วฉุดรั้งให้เดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับดึงเธอขึ้นไปข้างบนกับเขาทันที

            “มานี่! ยัยตัวแสบ”หมอหนุ่มเข้ามากระชากร่างบางให้เดินตามเขาขึ้นไปบนห้องอย่างทุลักทุเลเพราะเธอทั้งดีดดิ้นทุบตีเขาเป็นการใหญ่

            “รถฉันอยู่ไหน ฉันจะไปถามพี่ชื่น”คนตัวเล็กว่าพลางกระแทกเท้าไปตามแรงฉุดดึงของชายหนุ่มอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

            เสียงโวยวายของหญิงสาวทำให้สายใจวิ่งออกมาดูแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะสายตาคมดุของชายหนุ่มเจ้าของบ้านจ้องมองเธอราวกับจะเผาไหม้ให้เป็นจุลหากใครเข้าไปขวางเธอจึงได้แต่ถอยหลังกลับไปเพื่อจะรีบไปบอกกับพี่เลี้ยงของหญิงสาวให้ออกมาช่วยซึ่งฝ่ายนั้นกำลังอาบน้ำอยู่

            “เรื่องรถเอาไว้ทีหลังตอนนี้มาคุยกันด้วยเรื่องสกปรกที่คุณว่าก่อน”วิทยาเปิดประตูห้องนอนใหญ่แล้วลากร่างบางในมือให้เข้าไปข้างในกับเขาก่อนจะหันไปกดล็อกจนแน่นหนา

            “ไม่!...ปล่อยนะ คนบ้า!คุณจะทำอะไร”อรณิชาลนลานดีดดิ้นหนักขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มล็อกประตูและหันมามองเธอด้วยท่าทีคุกคามจนเธอรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาจับใจ

            “ปล่อยฉันนะ ปล่... อื้อ!” น้ำเสียงที่กำลังจะร้องห้ามถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอทันทีเมื่อชายหนุ่มใช้ริมฝีปากหยักสวยประกบปิดทับเรียวปากอ่อนนุ่มนั้นเอาไว้

            หญิงสาวดิ้นรนไม่ยอมหยุดมือใหญ่ข้างหนึ่งดึงรั้งเอวบางเข้ามาเบียดชิดกับร่างหนาของเขามากขึ้นส่วนมืออีกข้างจับประคองเรียวหน้าสวยของเธอเอาไว้เพื่อบังคับไม่ให้เธอผละออกไปได้ก่อนที่คนตัวเล็กจะถูกผลักให้หงายลงไปบนเตียงกว้างโดยร่างหนาของเขาตามลงมาทาบทับจนแนบสนิท

            ชายหนุ่มแนบริมฝีปากร้อนผ่าวลงบดเบียดขยี้ขบดึงเพื่อให้ริมฝีปากของเธอเผยอเปิดทางให้เขาซอกซอนเข้าไปได้และการขัดขืนก็ค่อยๆอ่อนลงเรื่อยๆ เมื่อเรียวลิ้นอุ่นชื้นของเขาสอดแทรกดุนดันเข้าไปในโพรงปากนุ่มของเธอจนสำเร็จลิ้นอุ่นๆ เกาะเกี่ยวหยอกเย้าลิ้นเล็กๆ ของเธอ และตวัดไล้ควานหาความหวานจนทั่วในโพรงปากนุ่มนั้นอย่างไม่รู้จักอิ่มเอมหญิงสาวร่างบางค่อยๆ อ่อนแรงและตกอยู่ในห้วงแห่งความเคลิบเคลิ้มหลงใหลรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟวูบวาบเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนความวาบหวามแปลกๆ เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยจนเธอไม่รู้จะจัดการอย่างไร

            ความรุนแรงดุดันในตอนแรกกลับกลายมาเป็นความนุ่มนวลอ่อนโยนขึ้นเมื่อเขาได้ลิ้มรสอันหอมหวานจากเธอพร้อมกับที่ฝ่ามือร้อนๆขยับลูบไล้ไปตามผิวเนียน ก่อนจะหยุดทักทายกับกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวสวยของหญิงสาวใต้ร่างหัวใจดวงแกร่งเต้นรัวขึ้นมาทันทีเมื่อสัมผัสร่างเล็กที่เขาคิดว่าแบบบางนั้นแท้ที่จริงแล้วทั้งนุ่มทั้งอวบอัดเต็มไม้เต็มมือและยิ่งได้รับการตอบสนองจากเธอเป็นรสจูบที่ไม่ประสาด้วยแล้วทำให้อารมณ์ปรารถนาของชายหนุ่มพลุ่งพล่านจนแทบคลั่ง

            ทรวงอกนวลเนียนภายใต้บราเซียร์ตัวสวยสัมผัสกับแผงอกที่เต็มแน่นไปด้วยมัดกล้ามแทบจะหลอมละลายเป็นหนึ่งเดียวฝ่ามือบางไขว่คว้าสะเปะสะปะไปบนแผ่นหลังกว้างอย่างไม่รู้ตัว เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวของชายหนุ่มเลื่อนจูบซับไปตามพวงแก้มสวยที่เปล่งปลั่งแดงระเรื่อและซุกไซ้เรื่อยลงไปตามลำคอขาวเนียน ก่อนจะหยุดนิ่งที่เนินเนื้ออ่อนนุ่มพร้อมกับบดริมฝีปากกดจูบดูดดึงจนเกิดรอยตีตราแสดงความเป็นเจ้าของ

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            ทุกอย่างชะชักงันเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางพายุอารมณ์ของหนุ่มสาวที่กำลังลุกฮืออยู่ในห้วงแห่งความซาบซ่านรัญจวนใจวิทยารวบรวมความอดทนอดกลั้นที่มีอยู่ทั้งหมดถอดถอนเรียวปากออกจากผิวเนื้อเนียนบนเนินอกอวบอิ่มของหญิงสาวก่อนจะผละออกจากร่างนุ่มนิ่มนั้นอย่างแสนเสียดายมือหนาเลื่อนไปจับสาบเสื้อของเธอที่กระดุมหลุดไปแล้วสองเม็ดด้วยฝีมือของเขาให้ปิดทับกันไว้ด้วยความรู้สึกหวงแหน

            ทั้งที่จริงๆแล้วเขาตั้งใจจะทำแค่จูบสั่งสอนเธอเท่านั้นชายหนุ่มก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมเขาถึงได้เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าจนเกินการควบคุมของตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแบบนี้และดูเหมือนจะหนักมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาได้ใกล้ชิดกับหญิงสาวที่เป็นภรรยาทางนิตินัยคนนี้

            วิทยาขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดอย่างพยายามสะกดกลั้นมือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นลูบหน้าลูบตาเพื่อเรียกสติแล้วเสยผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่เข้าทางจนเป็นปกติที่สุดจากนั้นก็เดินไปเปิดประตูให้อ้าออกเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้คนภายนอกได้เห็นหญิงสาวที่ยังนอนหายใจรวยรินหมดสิ้นเรี่ยวแรงอยู่บนเตียงกว้างของเขา

            “มีอะไร”หมอหนุ่มยังคงรักษาน้ำเสียงให้นิ่งเป็นปกติแต่ใบหน้าหล่อเหลากลับเข้มขรึมในแววตาแฝงไปด้วยความดุดันอย่างไม่รู้ตัว

            “อะ เอ่อ...พี่ชื่นหาคุณหนูไม่เจอน่ะค่ะ ก็เลย...” ชื่นตะกุกตะกักบอกด้วยเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจรู้สึกเกรงกลัวชายหนุ่มตรงหน้าขึ้นมาเสียดื้อๆตอนที่เธอออกมาจากห้องน้ำสายใจบอกว่าเจ้านายทั้งสองกลับมาถึงก็เอะอะโวยวายฉุดกระชากลากถูกันขึ้นมาบนนี้เธอเป็นห่วงจึงรีบใส่เสื้อผ้าแล้วขึ้นมาดูแต่เมื่อไม่พบนายสาวที่ห้องเธอจึงมาถามชายหนุ่มเพราะใจหนึ่งเธอก็กลัวว่าหญิงสาวที่อยู่ในความดูแลของเธอจะหนีกลับบ้านไปอีก

            “เธอกำลังคุยกับผมอยู่เดี๋ยวอีกสักครู่ก็ออกไปแล้วหละ กลับไปรอที่ห้องก่อนก็แล้วกัน” วิทยาบอกเรียบๆปลายหางตาตวัดไปมองหญิงสาวในห้องเล็กน้อย

            “ค่ะๆ” สาวใช้รับคำแล้วรีบเดินออกไปจากตรงนั้นทันทีด้วยรู้สึกถึงรัศมีร้อนแรงบางอย่างที่บ่งบอกว่าเธอกำลังอยู่ผิดที่ผิดเวลา

            อรณิชาได้สติหลังจากที่มัวเมาด้วยรสจูบและสัมผัสเคลิบเคลิ้มของชายหนุ่มราวกับจะสูบจิตวิญญานของเธอออกไปจากร่างบางเสียให้ได้หญิงสาวดีดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วรีบซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนหนาทันที พร้อมจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองที่หลุดลุ่ยไม่เรียบร้อยด้วยแรงปรารถนาของเขา

            วิทยาปิดประตูห้องแล้วเดินกลับมานั่งที่ปลายเตียงโดยหันหลังให้หญิงสาวที่กำลังขยับตัวขยุกขยิกจัดการตัวเองอยู่ใต้ผ้าห่มเมื่อรู้สึกว่าเท้าน้อยๆ ก้าวลงจากเตียงแล้วนั่นแหละเขาถึงหันไปมองพร้อมกับลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่เขาเพิ่งรู้ว่าเธอช่างหวานล้ำและน่ากกกอดแค่ไหน

            “พอใจหรือยังล่ะกับเรื่องสกปรกของคุณ!”หญิงสาวตะคอกใส่ชายหนุ่มทันทีที่เขาหันมามอง

            “อรณิชา ผม...”หมอหนุ่มเตรียมจะเอ่ยขอโทษที่เขาล่วงเกินเธอจนเลยขอบเขต

            “ไม่ต้องพูดหรอก... ฉันไม่ได้ร้องไห้และฉันก็ไม่ได้คิดจะหนีกลับบ้านด้วย” เสียงเครือร้องบอกด้วยอาการสะกดกลั้นพยายามเก็บกลืนก้อนสะอื้นที่กำลังตีตื้นขึ้นมาลงไปให้หมดเธอไม่อยากให้ชายหนุ่มตรงหน้าหาว่าเธอเป็นเด็กอีกและครั้งนี้เธอก็มีส่วนผิดที่หลงเคลิบเคลิ้มไปกับเขาเอง

            “แต่ยังไงผมก็อยากขอโทษคุณ...และก็อยากให้คุณเชื่อว่าผมไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด”เขายังต้องการบอกให้เธอรู้ถึงความรู้สึกจากใจจริง

            “ช่างมันเถอะค่ะ ฉันไม่ได้คิดอะไรเพราะเราต่างก็พลั้งเผลอด้วยกันทั้งคู่ ส่วนเรื่องนั้นของคุณ... ฉันไม่ขอรับรู้อีก”อรณิชาบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมกับนึกต่อว่าตัวเองที่ใจอ่อนลุ่มหลงไปกับเขาได้

            “แต่ผมใช้แรงบังคับฝืนใจคุณก่อน” วิทยาว่าพลางเอื้อมมือไปจับที่แขนของหญิงสาวหวังให้เธอเข้าใจว่าเขารู้สึกผิดต่อเธอจริงๆ ไม่ใช่แค่บอกปัดๆ ไปแบบนี้

            “คุณจะรื้อฟื้นให้มันได้อะไรขึ้นมาอีกคะคุณวิทยา... แค่นี้ฉันก็รู้สึกแย่พออยู่แล้ว” ร่างบางกระชากแขนเรียวออกจากมือหนาทันทีอย่างตั้งใจ

            ทั้งคำพูดและกิริยาของเธอทำให้ชายหนุ่มเข้าใจว่าเธอรังเกียจสัมผัสจากเขาดังนั้น ความรู้สึกผิดที่มีในตอนแรกจึงเปลี่ยนเป็นความกรุ่นโกรธที่ค่อยๆปะทุขึ้นมาทีละน้อย

            “จริงสินะเพราะเนื้อตัวคุณมันเป็นของไอ้หน้าหล่อนั่นแล้วคุณก็เลยรู้สึกไม่สบายใจที่ผมเข้าไปแตะต้องทับรอยเดิมของมันอย่างนั้นสิ” เสียงเข้มเอ่ยประชดประชันแต่ภายในใจกลับรู้สึกเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูกเมื่อพูดถึงแฟนหนุ่มของเธอ

            “นั่นมันเรื่องของฉัน... หลีกไป! ฉันจะกลับห้อง”คนตัวเล็กตวาดพลางทำตาเขียวใส่พร้อมกับเบี่ยงตัวไปข้างๆ เพื่อให้พ้นจากชายหนุ่ม

            “เดี๋ยว...คุณไม่อยากรู้แล้วเหรอว่ารถของคุณหายไปไหน”วิทยาพูดขึ้นขณะที่ร่างบางกำลังจะผ่านหน้าเขาไป

            คำพูดของชายหนุ่มทำให้เท้าบอบบางที่กำลังจะก้าวออกไปต้องหยุดชะงักแล้วหันกลับมามองเขาด้วยแววตาดุดัน

            “ฝีมือคุณใช่ไหม บอกมานะคุณเอารถของฉันไปไว้ที่ไหน” อรณิชาแว๊ดใส่ทันทีเมื่อรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นคนเอารถของเธอไป

            “ผมโทรไปบอกคุณพ่อตาให้มาเอารถของคุณเก็บเข้าโกดังไปได้เลยเพราะคุณไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว ต่อไปนี้ผมจะเป็นคนรับส่งคุณด้วยตัวเอง” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเขาไม่ได้ทำอะไรผิดซึ่งเหมือนกับท่าทางของหญิงสาวที่ทำใส่เขาตอนที่เธอขับรถเกือบจะพุ่งชนท้ายรถของเขาเมื่อเย็นและนั่นก็เป็นสาเหตุที่เขาจัดการให้พ่อตายึดรถของเธอซะ

            “นี่คุณ! คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับฉันนะ”หญิงสาวหันมาค้อนขวับทันที

            “มีสิทธิ์หรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ที่แน่ๆคุณพ่อของคุณท่านก็ยินดีและเต็มใจด้วยซ้ำ”

            น้ำเสียงยียวนกับท่าทางกวนประสาทของเขาทำให้หญิงสาวโกรธจัดจนกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ร่างบางของคนตัวเล็กกระโจนเข้าใส่ชายหนุ่มตรงหน้าทันที

            “นี่แน่ะๆ ไอ้หมอบ้า ไอ้หมอลามก คนเลวนิสัยไม่ดี รังแกผู้หญิง...” อรณิชากระฟัดกระเฟียดร้องด่า พร้อมทั้งฟาดฝ่ามือบางทั้งทุบทั้งตีลงไปที่ไหล่กว้างของชายหนุ่มไม่ยั้งด้วยความคับแค้นใจ

            “ขืนด่าผมอีกคำเดียวรับรองคุณโดนมากกว่าเมื่อกี้แน่” วิทยาขู่พร้อมกับคว้ารวบมือน้อยๆของเธอเอาไว้ทั้งสองข้างก่อนจะดึงรั้งเข้ามาชิดกับอกแกร่งของเขา

            “ชิ!... ไอ้...”เรียวปากนุ่มกำลังจะขยับเอื้อนเอ่ยคำด่าออกมาอย่างนึกขัดใจที่ไม่สามารถสู้เขาได้

            “หรือจะลอง”หมอหนุ่มย้ำคำขู่พลางก้มลงหมายจะแตะริมฝีปากหยักสวยปิดทับเรียวปากบางอีกครั้ง

            “ไม่!”ใบหน้าหวานเบี่ยงหลบได้ทันทำให้เป้าหมายจุมพิตเปลี่ยนเป็นพวงแก้มนุ่มของเธอแทนชายหนุ่มจึงกดจมูกหนักๆ สูดดมความหอมกรุ่นนั้นจนเต็มอกสมใจอยาก

            “หมดธุระของคุณแล้วใช่ไหมฉันจะกลับห้อง” เสียงหวานสั่นน้อยๆ บอกเขาด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นปนเก้อเขิน

            “เชิญ...”คนตัวใหญ่ปล่อยร่างแน่งน้อยในวงแขนให้เป็นอิสระก่อนจะขยับตัวออกห่างเล็กน้อยเพื่อเป็นการยืนยันคำพูด

            “อ่อแล้วพรุ่งนี้ช่วยกรุณาลงไปแต่เช้าด้วยนะ เพราะหากคุณช้า...ผมจะขึ้นมาปลุกแล้วจัดการอาบน้ำใส่เสื้อผ้าให้คุณ... ด้วยตัวเอง” วิทยาบอกพร้อมกับเน้นย้ำคำว่าด้วยตัวเอง ให้หญิงสาวได้ขนลุกนึกหวาดหวั่นขึ้นมาอีกครั้ง

            “อี๋... ไอ้หมอลามก”อรณิชาหันมาส่งค้อนให้ชายหนุ่มก่อนจะรีบคว้าลูกบิดประตูห้องแล้วเปิดออกไปด้วยความรวดเร็วเพราะกลัวอีกฝ่ายจะจับตัวเธอไว้อีก

            หมอหนุ่มยิ้มน้อยๆให้กับท่าทางน่ารักน่าหยิกของเธอมือหนายกขึ้นลูบไล้ริมฝีปากของตัวเองอย่างต้องการจะจดจำซึมซับความหอมหวานให้มากที่สุดเขาไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเขาเริ่มหลงใหลกับเรียวปากอ่อนนุ่มของเธอจนยากจะถอนตัวมากขึ้นทุกวันชายหนุ่มสะบัดศีรษะแรงๆ สองสามครั้งเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน จากนั้นร่างสูงก็เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วตรงดิ่งเข้าห้องน้ำไป

           

            อรณิชาเปิดประตูห้องส่วนตัวของตนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเข้าไปก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อพบพี่เลี้ยงสาวนั่งดูทีวีรอเธออยู่ในห้องแล้วใบหน้าหวานรีบปรับให้เป็นปกติพยายามเก็บซ่อนร่องรอยพิรุธต่างๆ เอาไว้จนมิด

            “คุณหนูอร...” ชื่นร้องเรียกนายสาวด้วยความดีใจ 

            “พี่ชื่น มารออรนานแล้วเหรอคะ” เจ้าของห้องถามเรียบๆเหมือนเป็นเรื่องปกติ

            “ก็สักพักแหละค่ะ...เห็นคุณหมอบอกว่ากำลังคุยกับคุณหนูอยู่... พี่ชื่นก็เลยมานั่งรอ” พี่เลี้ยงสาวบอกขณะหันไปกดรีโมทเพื่อปิดทีวี

            “ใช่... อรคุยกับเขาเรื่องรถน่ะว่าทำไมเขาต้องให้คุณพ่อมาเอาไปด้วย” หญิงสาวว่าพลางเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่ปลายเตียงพร้อมทั้งหลบสายตาเสมองไปทางอื่นเมื่อไม่อาจบอกพี่เลี้ยงได้ว่าเธอกับเขาทำอะไรที่มากกว่าการพูดคุยกัน

            “สงสัยคุณหมอคงโกรธที่คุณหนูจะชนท้ายรถของเขาเมื่อเย็นน่ะค่ะ”ชื่นสันนิษฐาน

            “อรก็แค่ล้อเล่นสนุกๆ เท่านั้นเองแล้วก็ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุอะไรเลยด้วย” เสียงหวานเอ่ยแก้ตัวอย่างดื้อรั้น

            “แหม่...มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นกันนี่คะ เถอะน่า... คงไม่กี่วันหรอกค่ะเดี๋ยวคุณหมอก็ไปขอมาคืนให้” คนเป็นพี่เลี้ยงพยายามปลอบใจนายสาวให้คลายกังวลแม้จะไม่รู้ว่าไม่กี่วันของชายหนุ่มนั้นจะนานแค่ไหนกัน

            “แล้วเมื่อกี้ทะเลาะกันหรือเปล่าคะ”พี่เลี้ยงสาวไม่วายเป็นห่วงแม้ตอนที่เธอไปเคาะประตูเรียกจะไม่ได้ยินว่าสองหนุ่มสาวมีปากเสียงกันอย่างที่สายใจบอกกับเธอก็ตาม

            “เอ่อ กะ ก็นิดหน่อยน่ะแต่อรไม่เป็นอะไรหรอก พอรู้ตัวว่าสู้เขาไม่ได้อรก็รีบเผ่นออกมานี่ไง”อรณิชาตะกุกตะกักบอกอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนักเมื่อคิดถึงสิ่งที่เขาทำกับเธอแล้วพวงแก้มสวยก็ร้อนผ่าวขึ้นสีระเรื่อจนเข้มจัดอย่างห้ามไม่อยู่

            “เอ...แล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วยล่ะคะคุณหนู หรือว่าเมื่อกี้นี้คุณหมอ...”ชื่นหยอกเย้านายสาวอย่างชอบใจ พลางคิดว่าทั้งสองคนคงเริ่มมีใจให้กันบ้างแล้วแน่ๆไม่งั้นคงไม่แสดงพิรุธออกมาแบบนี้หรอก

            “พี่ชื่นน่ะ ล้ออรเหรอ...งั้นอรไม่คุยด้วยแล้วไปอาบน้ำดีกว่า” อรณิชาทำแก้มป่องเหมือนงอนน้อยๆ ใส่พี่เลี้ยงก่อนจะลุกขึ้นแล้วมุ่งหน้าไปที่ห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระล้างร่างกายทันที

            ลองได้อายม้วนแบบนี้ล่ะก็สิ่งที่คุณผู้ชายหวังไว้คงไม่ไกลเกินเอื้อมซะแล้วชื่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับยิ้มให้กับความคิดของตัวเองเธอได้รับการฝากฝังจากประมุขใหญ่ของบ้านเรือนไทยว่าให้คอยดูแลและช่วยประคับประคองให้สองหนุ่มสาวรักกันเหมือนดั่งคู่ชีวิตที่ฟ้าลิขิตมาที่สำคัญมีลูกไวๆ ได้ยิ่งดี เฮ้อ... นี่แหละเป็นสิ่งที่เธอยังหนักใจเพราะทั้งสองแยกห้องนอนกันแล้วจะมีลูกกันได้ยังไงเมื่อดูแลความเรียบร้อยในห้องนอนของนายสาวเรียบร้อยแล้ว คนเป็นพี่เลี้ยงก็เดินออกไปจากห้องเพื่อกลับไปพักผ่อนยังห้องนอนของตัวเองซึ่งอยู่ข้างล่างกับสาวใช้รุ่นน้องอีกคน

 

            เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องน้ำแล้วอรณิชาก็จัดการถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกก่อนจะก้มลงมองรอยแดงเป็นวงที่อยู่เหนือเนินอกของเธอ นิ้วเรียวยาวค่อยๆ แตะลูบไล้ลงไปเบาๆพลางคิดถึงสาเหตุของมันด้วยความเขินอายและหวั่นไหว จู่ๆหัวใจดวงน้อยก็รู้สึกวูบวาบขึ้นมาอย่างประหลาด

            หญิงสาวไม่อาจปฏิเสธตัวเองได้เลยว่าเธอก็เผลอไผลไปกับสัมผัสของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัวแม้จะไม่ได้เต็มใจแต่แปลกที่เธอกลับไม่รู้สึกรังเกียจเขาอย่างที่ควรจะเป็น นี่เธอบ้าไปแล้วหรือเปล่าอรณิชา ทำไมคิดถึงเขาอยู่ได้ ทั้งๆที่เขาล่วงเกินเธอขนาดนี้ ศีรษะน้อยๆ สะบัดไปมาแรงๆแล้วต่อว่าตัวเองในใจ จากนั้นก็หันไปเปิดฝักบัวให้สายน้ำรินรดลงมาบนตัวหวังใช้ความเย็นชุ่มฉ่ำช่วยดับความคิดฟุ้งซ่านและลบเลือนสัมผัสของเขาออกไปให้หมดแม้ว่าจริงๆ แล้ว มันจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็ตาม เพราะทุกๆสัมผัสของเขามันฝังแน่นอยู่ในหัวใจของเธอไปแล้ว

 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

^_^


        แสดง 9 - 9
วันที่โพสต์ :  9 ก.ค. 2557 10:55    วันที่อัพเดท :   16 ก.ค. 2561 12:10    › จำนวนผู้เข้าชม 155129 คน
   › คะแนนโหวต 7311 คะแนน   
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้


    แสดงความคิดเห็น


   ชื่อ :
   ความเห็น :